ขยะอิเลกทรอนิกส์ (Electronic waste หรือ E-waste) หมายถึง อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่ไม่เป็นที่ต้องการแล้ว ล้าสมัย ตกรุ่น หรือหมดอายุการใช้งานจากสภาพที่ชำรุดไปตามกาลเวลา ปัจจุบันขยะอิเลกทรอนิกส์มีจำนวนทวีคูณมากขึ้น เนื่องจากนวัตกรรมและเทคโนโลยีซึ่งเปลี่ยนแปลงและพัฒนาอย่างรวดเร็วอยู่ตลอดเวลา ทำให้อุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์มีราคาถูกลง เช่น จอมอนิเตอร์แบบ LCD มือถือระบบ 3G ไมโครโปรเซสเซอร์ core 2 duo เร่งให้สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เดิมตกรุ่นเร็วยิ่งขึ้น ดังนั้น อายุการใช้งานของอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์จึงสั้นลง เช่น อายุการใช้งานคอมพิวเตอร์ปัจจุบันอยู่ระหว่าง 3-5 ปี ขณะที่โทรศัพท์มือถือมีอายุการใช้งานเฉลี่ย 18 เดือน อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ถือว่าเป็นเทคโนโลยีชั้นสูง เมื่อตกรุ่น หมดสภาพการใช้งาน ก็จะเปลี่ยนสถานะกลายเป็นขยะทันที แต่ก็ยังคงความล้ำหน้า เป็นขยะที่ไม่ธรรมดาเช่นกัน เพราะในความล้ำเลิศทันสมัย ส่งผลให้เกิดส่วนประกอบที่แตกต่างกว่าหนึ่งพันชนิดในตัวสินค้านั้น ทำให้มีการกระบวนการกำจัดที่สลับซับซ้อนและมีค่าใช้จ่ายในการกำจัดสูง

ปริมาณของขยะอิเล็กทรอนิกส์ของทั้งโลกนี้ประมาณ 45 เปอร์เซ็นต์ มาจากสหรัฐอเมริกา อีก 45 เปอร์เซ็นต์มาจากยุโรป นอกจากนั้นอีก 10 เปอร์เซ็นต์ก็มาจากญี่ปุ่นและอิสราเอล ประเด็นที่น่าวิตกกังวลก็คือ วิธีการกำจัดขยะเหล่านี้ไม่เคยได้รับการพัฒนาและก็มักจะใช้วิธีขุดฝังกลบ และประเทศที่ร่ำรวยเหล่านี้ก็จะหาซื้อที่ทิ้งขยะอิเล็กทรอนิกส์ไปยังประเทศยากจน ซึ่งยังไม่มีกฎหมายที่ควบคุมเรื่องสิ่งแวดล้อมเป็นพิษอย่างเข้มแข็งเหมือนในประเทศที่เจริญแล้ว และประเทศที่ตกเป็นเหยื่อจำนวนมากคือ ประเทศที่กำลังพัฒนาในทวีปแอฟริกาและประเทศในแถบทวีปเอเชียบางประเทศ รวมทั้งจีนและไทย

ขยะอิเลกทรอนิกส์ไม่สามารถย่อยสลายตามธรรมชาติได้ อันตรายจึงเกิดขึ้นเมื่อมีการจัดการที่ไม่เหมาะสม ทำให้สารโลหะหนัก สารพิษ ไอพิษ หรือสิ่งตกค้างอื่นๆ ที่เป็นส่วนประกอบ อาจรั่วไหลไปสู่แหล่งน้ำและดิน ทำให้เกิดปัญหาสิ่งแวดล้อมและส่งผลต่อสุขภาพอนามัยของคนในท้องถิ่นเป็นอย่างมาก ในทางตรงกันข้าม หากมีกระบวนการจัดการซากเครื่องใช้ไฟฟ้าหรือขยะอิเลกทรอนิกส์ที่ดี บางชิ้นส่วนสามารถถอดแยกเพื่อนำไปสกัดแยกโลหะมีค่า เป็นการเพิ่มรายได้ เช่น ประเทศญี่ปุ่นสามารถสกัดแยกทองคำ 1 กิโลกรัมได้จากโทรศัพท์มือถือจำนวน 2 แสนเครื่อง ชิ้นส่วนตัวต้านทานในวงจรคอมพิวเตอร์ สามารถสกัดแยกทองคำและพาลาเดียมได้อย่างละประมาณ 50-100 กรัมต่อซากเครื่องใช้ไฟฟ้าหนัก 1 ตัน รวมทั้งยังได้ทองแดงอีก 200 กิโลกรัม นอกจากนี้ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ยังมีส่วนประกอบของโลหะมีค่า ได้แก่ ทองคำ พาลาเดียม และทองแดง

ในปัจจุบัน ประเทศไทยหนึ่งในประเทศที่เป็นปลายทางของขยะอิเล็กทรอนิกส์ ประเทศไทยเองมีผู้ประกอบการเพียงไม่กี่รายที่สามารถรีไซเคิลและสกัดแยกโลหะมีค่าเหล่านี้ออกจากซากอุปกรณ์อิเลกทรอนิกส์ได้ ความสามารถในการสกัดแยกโลหะด้วยวิธีที่มีคุณภาพไม่ส่งกระทบด้านลบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพยังอยู่ในวงจำกัดเท่านั้น ศูนย์ที่ชื่อว่า "วงษ์พาณิชย์" เป็นศูนย์ศึกษาขยะอิเล็กทรอนิกส์เพื่อรีไซเคิลแห่งแรกของประเทศไทย สามารถรีไซเคิลขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้สำเร็จ ในแต่ละปีซากคอมพิวเตอร์ไม่ต่ำกว่า 25-30 ล้านเครื่องถูกนำมาผ่านกระบวนการรีไซเคิลที่นี่ ทางศูนย์ฯ สามารถรีไซเคิลชิ้นส่วนขยะอิเล็กทรอนิกส์ได้ถึงร้อยละ 80 จากกระบวนการรีไซเคิลด้วยกระบวนการคัดแยกขยะอิเล็กทรอนิกส์อย่างถูกวิธีและมีประสิทธิภาพ ทำให้ได้แร่ทองคำ ทองคำขาว เงิน และทองแดง นอกจากนี้ ชิ้นส่วนพลาสติก อะลูมิเนียม สายทองแดง วงจรทองคำ ที่ได้จากการคัดแยกจะถูกนำไปรีไซเคิลใหม่
อ้างอิง
http://th.wikipedia.or
http://www.socialwarning.m-society.go.th
http://www.pcd.go.th
http://www.electron.rmutphysics.com
http://www.e-bizthailand.com
|